รู้ทันกลลวง และวิธีรับมือแก๊งคอลเซ็นเตอร์

รู้ทันกลลวง และวิธีรับมือแก๊งคอลเซ็นเตอร์
แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ภัยร้ายใกล้ตัวที่มักจะเลือกเป้าหมายเป็นรุ่นใหญ่อย่างเรา ๆ โดยเฉพาะคนที่อยู่บ้านเพียงลำพัง ซึ่งมิจฉาชีพจะมีพฤติกรรมโทรเข้ามือถือหรือเบอร์บ้านแอบอ้างว่าเป็นคนใกล้ชิด อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แจ้งว่าผู้สูงอายุมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติดหรือฟอกเงิน ทำให้ตกใจ หวาดกลัว หรือเป็นเจ้าหน้าที่จากกรมสรรพากร อ้างว่าได้เงินภาษีคืน แทบทุกรูปแบบกลลวงจะจบด้วยการหลอกให้โอนเงิน

วันนี้ เรามีข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับรูปแบบกลลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และวิธีรับมือไม่ให้ตกเป็นเหยื่อมาฝากกันค่ะ

– อ้างเป็นสรรพากรหลอกคืนภาษีผ่านตู้เอทีเอ็ม

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ จะแอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากสรรพากร โทรมาตรวจสอบเรื่องเงินภาษี การขอคืนภาษี หรือระบบการเงินต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เสียหายตายใจและให้ข้อมูลทางการเงิน หลังจากนั้นจะแอบอ้าง การแจ้งคืนภาษี ผ่านบัญชีธนาคาร และหลอกโอนเงินทางเอทีเอ็ม

– โชคดีรับรางวัลใหญ่

มิจฉาชีพจะอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทหรือตัวแทนองค์กรต่าง ๆ แจ้งข่าวดีแก่ผู้สูงอายุว่าได้รับเงินรางวัลหรือของรางวัลที่มีมูลค่าสูง ให้โอนเงินค่าภาษีให้ก่อนถึงจะได้รับรางวัลใหญ่

– อ้างว่าบัญชีเงินฝากพัวพันกับการค้ายาเสพติดหรือการฟอกเงิน

อ้างตัวเป็นตำรวจระดับสูง โทรมาเพื่อขอตรวจสอบ ขอข้อมูลส่วนตัว โดยอ้างว่าผู้สูงอายุมีส่วนทำผิดกฎหมายต้องถูกระงับบัญชีและหมายเลขโทรศัพท์หากไม่ให้ความร่วมมือ โดยมิจฉาชีพจะให้ปิดบัญชีเงินฝากทั้งหมดแล้วให้นำเงินไปเปิดบัญชีใหม่เพื่อตรวจสอบและบังคับให้ทำบัตรเอทีเอ็ม

เมื่อถึงธนาคารจะกำหนดหมายเลขรหัสบัตรเอทีเอ็มให้กับเหยื่อกดตามที่มิจฉาชีพบอก ไม่ว่าจะเป็น 4 หลัก หรือ 6 หลัก เช่น รหัสง่ายๆ 1234 เป็นต้น หลังจากนั้นมิจฉาชีพจะใช้วิธีถอนเงินผ่านระบบอินเตอร์เน็ตแบงค์กิ้งจนหมด

– อ้างว่ามีโครงการต่อเนื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

จะเน้นกลุ่มคนที่ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากรัฐบาล อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร หลอกว่าจะมีโครงการต่อเนื่องจากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ หลอกถามข้อมูลส่วนตัวเพิ่มเติม แล้วโอนเงินออกจนเกลี้ยงบัญชี

– มีพัสดุถูกตีกลับพบสิ่งผิดกฎหมายโดยมีชื่อคุณเป็นผู้ส่ง

เรียกได้ว่าพัฒนากลโกงกันแบบไม่หยุดยั้ง ซึ่งมิจฉาชีพจะอ้างว่าโทรจากไปรษณีย์มีพัสดุส่งถึงคุณแต่ถูกตีกลับ โดยมีชื่อคุณเป็นผู้ส่ง ได้สแกนดูในกล่องพบว่า มียาเสพติดและสมุดบัญชีอยู่ 10 เล่ม หนึ่งในนั้นเป็นชื่อคุณ และได้มีการโอนสายต่อ โดยอ้างว่าเป็นนายตำรวจ และแจ้งว่า คนที่มีชื่อบนพัสดุได้ถูกจับและซัดทอดตัวผู้สูงอายุ ขณะนี้คุณได้ตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฟอกเงินและยาเสพติดไปด้วย มีโทษจำคุกถึง 10 ปี และมีการหลอกถามข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีธนาคารของคุณ หลังจากนั้นจะข่มขู่ให้ถอนเงินหรือโอนเข้าบัญชีแบงค์ชาติ

– โอนเงินผิด

มิจฉาชีพจะใช้ข้ออ้างนี้เมื่อมีข้อมูลของเหยื่อค่อนข้างมากแล้ว โดยจะเริ่มจากโทรศัพท์ไปยังสถาบันการเงินที่เหยื่อใช้บริการ เพื่อเปิดใช้บริการขอสินเชื่อผ่านทางโทรศัพท์ เมื่อได้รับอนุมัติสินเชื่อ สถาบันการเงินจะโอนเงินสินเชื่อนั้นเข้าบัญชีเงินฝากของเหยื่อ
หลังจากนั้นมิจฉาชีพจะโทรศัพท์ไปหาเหยื่ออ้างว่า ได้โอนเงินผิดเข้าบัญชีของเหยื่อ ขอให้โอนเงินคืน เมื่อเหยื่อตรวจสอบยอดเงินและพบว่ามีเงินโอนเข้ามาจริง จึงรีบโอนเงินนั้นไปให้มิจฉาชีพ โดยที่ไม่รู้ว่าเงินนั้นเป็นเงินสินเชื่อที่มิจฉาชีพโทรไปขอในนามของเหยื่อ

– อ้างว่าข้อมูลส่วนตัวหาย

ข้อมูลส่วนตัวหายเป็นข้ออ้างที่มิจฉาชีพใช้เพื่อขอข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อ โดยจะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน เล่าเหตุการณ์ที่ทำให้ข้อมูลของลูกค้าสูญหาย เช่น เหตุการณ์น้ำท่วม จึงขอให้เหยื่อแจ้งข้อมูลส่วนตัว เช่น วัน/เดือน/ปีเกิด เลขที่บัตรประชาชน เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการใช้บริการของเหยื่อ แต่แท้จริงแล้ว มิจฉาชีพจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปประกอบการปลอมแปลงหรือใช้บริการทางการเงินในนามของเหยื่อ

– ข้อสังเกตว่าคุณกำลังตกเป็นเหยื่อ

หลอกถามข้อมูลส่วนตัว ใช้ข้ออ้างต่าง ๆ เช่นเป็นเจ้าหน้าที่จากรัฐ ห้ามบอกเรื่องนี้กับบุคคลอื่น รวมถึงเร่งให้ทำรายการเพื่อไม่ให้มีเวลาตรวจสอบหรือถามบุคคลอื่น อีกทั้งจะโน้มน้าวให้โอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็มหรือเครื่องฝากเงินอัตโนมัติ

วิธีรับมือแก๊งคอลเซ็นเตอร์
1. อันดับแรกเลยคือต้องตั้งสติให้ดี อย่าตกใจ
2. ห้ามบอกข้อมูลส่วนตัวเด็ดขาด 
3. ห้ามโอนเงินเด็ดขาด
4. หากรู้ตัวว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องตามที่มิจฉาชีพกล่าวอ้าง ให้พยายามถามข้อมูลเช่น ชื่อ เบอร์ติดต่อกลับ หรือข้อมูลอื่น ๆ ให้ได้มากที่สุด ถึงแม้จะไม่ได้ข้อมูลที่แท้จริง แต่จะทำให้มิจฉาชีพรู้ตัวว่าเรารู้เท่าทันกลลวง
5. โทรแจ้งตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยสามารถโทรไปสอบถามยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โทร 1155 หรือสายด่วน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โทร 1710

ถึงแม้หน่วยงานของรัฐได้ทำการกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างต่อเนื่อง แต่นับวันมิจฉาชีพเหล่านี้ยังไม่หยุดกระทำความผิดและยังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการหลอกลวงใหม่ ๆ ให้แนบเนียนและซับซ้อนยิ่งขึ้น อย่างเช่น การแปลงเบอร์โทรให้เป็นเบอร์ของหน่วยงานรัฐ เมื่อเหยื่อพบว่าเป็นเบอร์จากหน่วยงานจริง ๆ ก็หลงเชื่อโอนเงินสร้างความเสียหายจำนวนมาก

ดังนั้น หากเจอเหตุการณ์ดังกล่าวผู้สูงอายุควรตั้งสติให้ดีก่อนเป็นอันดับแรก อย่าหลงเชื่อ และรีบแจ้งตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งควรติดตามข่าวสารถึงรูปแบบการหลอกลวงจากแหล่งข่าวหรือหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถืออยู่เสมอ

ที่มาข้อมูล : https://www.awusosociety.com/lifestyle200861

Shopping cart