เลือกเครื่องช่วยฟังแบบไหนดี?

เลือกเครื่องช่วยฟังแบบไหนดี?
อีกหนึ่งปัญหาที่มักเกิดกับผู้สูงอายุ นั่นคือ การเสียการได้ยินจากประสาทรับเสียงเสื่อมตามวัย (age-related hearing loss หรือ presbycusis) พูดง่ายๆ ก็คือความสามารถในการรับเสียงแย่ลงนั่นเอง ส่วนใหญ่เกิดจากความผิดปกติของหูชั้นนอก หูชั้นกลาง และหูชั้นใน นอกจากนี้ยังมีสาเหตุมาจากโรคประจำตัว เช่น โรคไต โรคเบาหวาน ความดันโลหิตต่ำหรือสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง โรคเหล่านี้สามารถทำให้หูอื้อ หรือหูตึงได้เช่นกัน

สำหรับผู้สูงวัยที่มีปัญหาการได้ยิน และจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยฟัง เพื่อทำหน้าที่ขยายเสียงจากภายนอก ให้ผู้สูงอายุได้รับรู้เสียงได้ดีขึ้นนั่นเอง วันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบเครื่องช่วยฟังและหลักการเลือกซื้อมาฝากกันค่ะ

เครื่องช่วยฟังแบ่งตามรูปลักษณะแบ่งได้ 3 แบบดังนี้

1.แบบที่มีหูฟังและตัวเครื่องเสียบติดกระเป๋า ขนาดเครื่องจะเหมาะกับผู้สูงอายุในการปรับและเปิดปิดได้ง่าย

2.แบบแขวนหลังหู เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีประสาทหูเสื่อมปานกลางถึงรุนแรงมาก เสียงขยายจากตัวเครื่องชนิดนี้จะผ่านท่อเล็กเข้ารูหูโดยมีหูเห็ด หรือแบบพิมพ์หูยึดติดให้ติดกับหู

3.แบบใส่ไว้ในหู ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นชนิดย่อย ได้ดังนี้

Completely-In-Canal

หรือที่เรียกว่า CIC เครื่องช่วยฟังชนิดนี้จะสอดเข้าช่องหูโดยตรง มีเพียงด้ามจับพลาสติกเล็ก ๆ เอาไว้ช่วยดึงเครื่องออกมา ตัวเครื่องต้องสั่งทำตามแบบ สำหรับผู้สูญเสียการได้ยินขั้นต้นหรือปานกลาง ตั้งแต่ 25 ถึง 65 เดซิเบล

In-The-Canal

ITC เป็นเครื่องช่วยฟังที่ถูกออกแบบมาเพื่อคล้องกับช่องหู ขนาดใหญ่ขึ้นมาจาก In-Canal เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่สูญเสียการได้ยินเล็กเพียงน้อย

Invisible-In-The-Canal
เป็นหูฟังขนาดเล็กสามารถสอดเข้าไปในช่องหูได้พอดี ตามการออกแบบของใบหูของแต่ละคน สวมใส่ง่าย เหมาะกับการใส่และถอดในเวลากลางคืน เพื่อให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพหูที่ดีขึ้นแต่ราคาค่อนข้างแพง

เครื่องช่วยฟังแบ่งตามเทคโนโลยี

แบบ Digital

เครื่องช่วยฟังที่มีแอมปริไฟล์ (Amplifier) หรือระบบขยายเสียงเป็นไมโครชิปเหมือนชิปในคอมพิวเตอร์ จึงสามารถทำงานได้เร็วมากเพียงหนึ่งในแสนวินาทีและสามารถทำงานได้หลายรูปแบบตามที่ออกแบบ เช่นให้ขยายเฉพาะเสียงที่เบามากๆ ไม่ขยายเสียงที่มีความดังอยู่แล้ว เป็นต้น

แบบ Analog

คือเครื่องช่วยฟังที่มีแอมปริไฟล์ (Amplifier) หรือระบบขยายเสียงเป็นแบบเก่า เปรียบเหมือนเครื่องโทรศัพท์มือถือแบบเก่าเมื่อ 4-5 ปีก่อน ข้อดี คือราคาไม่สูงมาก และเครื่องมีกำลังขยายสูงมากๆ ในผู้ที่ประสาทหูเสื่อมมากยังมีความจำเป็นใช้เครื่องชนิดนี้อยู่

หลักในการเลือกเครื่องช่วยฟัง

1. งบประมาณ เครื่องช่วยฟัง ยิ่งมีขนาดเล็ก คุณภาพเสียงยิ่งดี แต่ต้องแลกกับราคาที่แพงขึ้นเช่นกัน

2. ปัจจุบันเครื่องช่วยฟังมีหลายรูปแบบ ทั้งแบบที่มีหูฟังและตัวเครื่องเสียบติดกระเป๋า แบบทัดหลังหู แบบใส่ในช่องหู แต่ละแบบจะมีข้อดี ข้อเสียแตกต่างกันควรศึกษาให้ละเอียดก่อนเลือกซื้อ

3. ระบบคุณภาพเสียง
มีให้เลือกทั้งแบบธรรมดา (Analog) และแบบ Digital ซึ่งแบบธรรมดา (Analog) เป็นระบบการขยายเสียงที่เป็นมาตรฐานทั่วไป คือ ขยายทุกเสียงที่ผ่านเข้ามา อาจก่อให้เกิดความรำคาญสำหรับผู้ที่ใช้งานได้ ส่วนแบบ Digital เป็นพัฒนาการล่าสุดของเครื่องช่วยฟัง สามารถขยายเสียงพูดได้ชัดเจน ลดเสียงรบกวนได้มาก และสามารถปรับแต่งเสียงได้ตามความต้องการ ล้ำสุดๆ

4. ควรเลือกที่มีกำลังขยายเพียงพอกับความต้องการของผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องช่วยฟังระบบใดก็ตาม

5.เลือกซื้อจากร้านที่มีความเชื่อถือ และสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือบริการหลังการขาย ความสะดวกสบายในการรับบริการ

ถึงแม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้ปัจจุบันมีการผลิตเครื่องช่วยฟังออกมาหลากหลายชนิด และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น รูปทรงทันสมัย ช่วยให้ผู้สูงอายุที่มีปัญหาการได้ยินมีทางเลือกเพิ่มขึ้น ได้เลือกใช้เครื่องช่วยฟังที่เหมาะสมกับระดับการได้ยินของตนเอง

อย่างไรก็ตามผู้สูงอายุควรใส่ใจดูแลสุขภาพ ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเช่น ลดอาหารเค็ม หรือเครื่องดื่มบางประเภทที่มีสารกระตุ้นประสาท เช่น กาแฟ ชา เครื่องดื่มน้ำอัดลม ซึ่งส่งผลทำให้ระบบการได้ยินลดลง นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงสถานที่ที่เสียงดัง หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดการกระทบกระเทือนบริเวณหู เพื่อชะลอการเกิดปัญหาการได้ยินเสื่อม

ที่มาข้อมูล : https://www.awusosociety.com/lifestyle070661

Shopping cart